top of page
buddha-4264589_1920.jpg

บทความอื่นๆ

ความรู้เบื้องต้นในพระพุทธศาสนา

ตอนที่ ๑

ประวัติของพระพุทธเจ้า

          ๑.   พระพุทธเจ้ามีพระนามว่า “สิทธัตถะ” ตระกูลโคตมะ เป็นชาวอริยกะ หรือชาวอินเดีย ในส่วนที่เจริญรุ่งเรืองในสมัยโบราณ ซึ่งในสมัยนั้นเรียกว่าชาวมัธยมประเทศ และเรียกอินเดียว่าชมภูทวีป พระองค์เป็นพระโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะ และพระนางมายา ซึ่งเป็นพระราชาและพระราชินีครองนครกบิลพัสดุ์ แห่งแควนสักกะ แคว้นนี้ในปัจจุบันเข้าใจว่าอยู่ในเขตของประเทศเนปาลทางตอนเหนือของประเทศอินเดีย

          ๒.   พระพุทธเจ้าประสูติวันเพ็ญ เดือน ๗ ตามจันทรคตินิยม ก่อนพุทธศักราช ๘๐ ที่ลุมพินีวัน ซึ่งเป็นตำบลกลางทางระหว่างนครกบิลพัสดุ์และนครเทวทหะต่อกัน การที่ไปประสูติในที่เช่นนั้น ก็เพราะเป็นขณะเวลาที่พระนางมายากำลังเสด็จไปเทวทหะนคร อันเป็นถิ่นเดิมของพระองค์ เพื่อเยี่ยมเยือนพระญาติวงศ์ และเพื่อคลอดบุตรตามธรรมเนียมพราหมณ์

          ๓.   เมื่อพระพุทธเจ้าประสูติแล้วภายใน ๗ วัน มีเหตุการณ์ที่ควรรู้คือ เมื่อกลับมาสู่นครกบิลพัสดุ์แล้ว มีนักบวชที่คุ้นเคยกับราชสำนักนั้นมาเยี่ยม ชื่ออสิตดาบสหรือกาฬเทวิลดาบส ท่านผู้นี้ได้พิจารณาเห็นพระกุมารมีลักษณะต้องตามตำราของผู้มีบุญใหญ่ยิ่งก็มีความเคารพนับถือถึงกับก้มลงกราบที่พระบาทของพระกุมารนั้น ถวายคำทำนายว่าพระกุมารนี้จะมีบุญใหญ่ยิ่งต่อไป ถ้าอยู่ครองเรือนเป็นฆราวาสจะได้เป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ หรือมหาจักพรรดิราช ถ้าออกบวชจะได้เป็นพระศาสดา หรือผู้สอนศาสนาเอกในโลก เมื่อประสูติได้ ๕ วัน พระบิดาจัดให้มีการเลี้ยงพราหมณ์ในพระราชฐานเป็นการรับขวัญ พวกพราหมณ์ได้ขนานพระนามว่า “สิทธัตถะ” แก่พระกุมาร พร้อมทั้งถวายคำทำนาย ซึ่งมีข้อความคล้ายของท่านอสิตดาบสนั้นด้วย และพอพระองค์มีพระชนม์ได้ ๗ วัน พระมารดาก็สิ้นพระชนม์ พระบิดาจึงได้มอบพระกุมารนั้น ให้พระนางปชาบดี ซึ่งเป็นพระเจ้าแม่น้าบำรุงรักษาแทนต่อมา

          ๔.   เมื่อมีพระชนมายุพอสมควร พระบิดาก็มอบพระกุมารนั้นไปศึกษายังสำนักครูวิสวามิตร กล่าวกันว่าพระองค์เป็นศิษย์ที่ฉลาดมาก เล่าเรียนอะไรได้ความรู้อย่างว่องไวไม่มีใครจะเทียมทันเป็นที่อัศจรรย์แก่พระประยูรญาติและประชาชนทั้งหลาย

          ๕.   ครั้นพระกุมารสำเร็จการศึกษาแล้ว มีพระชนมายุได้ ๑๖ ปี พระบิดาปรารถนาจะผูกพันให้หลงอยู่ในความสุขของโลกมากกว่าจะให้บวช ตามคำทำนายของพระดาบสพระเจ้าสุทโธทนะจึงให้สู่ขอพระนางยโสธราหรือพิมพา ราชบุตรีของพระนางอมิตามเหสีของพระเจ้าสุปปพุทธะ พระราชาผู้ครองนครเทวทหะมาแต่งงานด้วย พระราชทานปราสาทราชฐานทรัพย์ศฤงคารบริวารยศ อย่างโอรสพระเจ้าแผ่นดิน มีปราสาทสำหรับเปลี่ยนที่ประทับทั้ง ๓ ฤดู กับมีบริวารล้วนเหล่านารีรุ่นสาวคอยบำรุงบำเรอ และบรรเลงเพลงดนตรีทุกทิวาราตรีกาล พระกุมารเสวยสุขสำราญเสมอมาจนพระชายาประสูติพระโอรสองค์หนึ่ง เมื่อพระโอรสประสูตินั้นทรงรับสั่งว่าห่วงผูกคอมาแล้ว พระโอรสจึงได้นามว่า “ราหุล” ซึ่งเป็นคำมคธว่าผู้จับ หรือเครื่องผูก

          ๖.   เจ้าชายสิทธัตถะเสวยสุขสำราญ มาจนพระชายาประสูติพระโอรสนั้น พระองค์มีพระชนมายุได้ ๒๙ ปี การมีพระโอรส และการได้ทอดพระเนตรเห็นสภาพของคนทั่วไปอันประกอบด้วย ความแก่ ความเจ็บ และความตาย ซึ่งล้วนแต่นำความเดือนร้อนกระวนกระวายไม่เป็นสุข มาสู่ญาติพี่น้องตลอดจนผู้ต้องประสบภาวะเช่นนั้น ทำให้พระองค์คิดว่าไฉนหนอจึงเป็นเช่นนั้น พร้อมทั้งเกิดความเบื่อหน่ายขึ้นถึงกับไม่เพลิดเพลินพระทัยเช่นเคย พระองค์ปรารถนาที่จะหาทางแก้ไขสภาพที่เคยพบเคยเห็น จึงหันมาสนพระทัยค้นคว้าในทางศาสนา ซึ่งในสมัยนั้นมีศาสนาที่สำคัญคือศาสนาพราหมณ์และลัทธิต่างๆ อีกมากมาย แต่ศาสนาและลัทธิเหล่านั้นยังไม่สามารถจะทำให้พระองค์เกิดความพอใจที่จะนำมาแก้ไขความเดือดร้อนที่พบเห็นได้จึงตัดสินพระทัยออกแสวงหาวิธีการด้วยพระองค์เองโดยการละทิ้งราชสมบัติพัสถานบริวารยศนั้นเสีย ลอบหนีพระชายาและพระโอรสไปในราตรีอันมืดสนิทคืนหนึ่ง พร้อมด้วยมหาดเล็ก ผู้ติดตามคนหนึ่งชื่อนายฉันนะ และมีม้าขาวฝีเท้าดีชื่อกัณฐกะเป็นพาหนะเดินทาง

          ๗.   ครั้นเสด็จถึงฝั่งแม่น้ำอโนมาแล้ว ได้ตัดพระเกศาซึ่งเกล้าเป็นพระเมาลีออกเหลือสั้นเพียง ๒ องคุลี อธิษฐานเพศเป็นนักบวชนับแต่เวลานั้นเป็นต้นมา และมีรับสั่งให้นายฉันนะคือกลับพระนครกบิลพัสดุ์ เพราะพระองค์ตั้งพระทัยจะปฏิบัติพระองค์เหมือนนักบวชทั้งหลาย คือละการครองเรือน หาเลี้ยงชีพด้วยการขอเขาเลี้ยงชีวิตไปวันหนึ่งๆ แล้วพยายามกระทำใจให้สงบเพื่อหาความรู้เป็นทางไปสู่ความสุขอย่างแท้จริง ในระยะแรกๆ ได้เสด็จไปศึกษาในสำนักของอาจารย์ที่มีชื่อเสียงที่สุดสมัยนั้น ๒ ท่าน คืออาฬารดาบสและอุทกดาบส พระองค์ศึกษาจนหมดความรู้ของอาจารย์ทั้งสองจะสอน แต่ได้ทดลองดูทุกอย่างแล้วก็ยังเห็นว่าไม่พอเพียง จึงออกจากสำนักอาจารย์นั้น ท่องเที่ยวไปโดยลำพังเอง

          ๘.   พระองค์เสด็จไปตามชนบทต่าง ๆ จนถึงตำบลอุรุเวลาเสนานิคม อยู่ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา แขวงเมืองคยา อันเป็นเขตแดนมคธประเทศ ทอดพระเนตรเห็นพื้นภูมิประเทศราบรื่น ริมชายป่าหญ้าเขียวมีน้ำใสสะอาด ท่าน้ำขึ้นลงง่ายจะกินและอาบก็ได้โดยสะดวก มีหมู่บ้านอยู่ใกล้ ๆ พอจะขออาหารได้โดยรอบ เป็นที่ชอบพระทัยว่าจะอยู่อาศัยตั้งความเพียรได้ จึงประทับยับยั้งอยู่ ณ ที่ตำบลนั้น และต่อมาก็ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าที่ตำบลนั้น

          ๙.   ระหว่างเวลาที่ประทับอยู่ที่ตำบลอุรุเวลาเสนานิคมนั้น พระองค์ได้พยายามทดลองวิธีต่าง ๆ เพื่อจะค้นคว้าหาความจริงที่ตั้งพระทัยไว้แต่แรก ทรงกระทำทุกกรกิริยามีการทรมานตนต่าง ๆ และทดลองอดอาหารจนซูบผอมเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก กล่าวได้ว่าไม่เคยมีใครทรมานตนหนักถึงเพียงนั้น แม้กระนั้นก็ยังไม่บังเกิดผลเป็นที่พอใจประการใด ครั้งนั้น พระองค์ทบทวนถึงความหลังตั้งแต่ต้นจำได้ว่าเมื่อพระชนมายุได้ ๗ ปีเคยนั่งทำสมาธิจิตแน่วแน่ได้คราวหนึ่ง ทรงพิจารณาเห็นว่าการทรมานตนไม่บังเกิดผล สู้การทำความเพียรทางจิตไม่ได้ จึงเปลี่ยนวิธีใหม่หันมาค้นคว้าทางสมาธิจิตต่อไป

          ๑๐.   ครั้งนั้นมีฤๅษี ๕ ตน ชื่อโกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และอัสสชิ เคยทราบเรื่องคำทำนายของพระสิทธัตถะมาก่อน และรู้ว่าออกบวชก็พากันตามมาอยู่คอยปฏิบัติเพื่อว่าเมื่อบรรลุธรรมพิเศษแล้วพวกตนก็จะได้พลอยรับความรู้นั้นด้วย เมื่อเห็นเลิกทรมานตนกลับกินอาหารอย่างเดิม ก็สำคัญว่าจะไม่ได้ความรู้ตามที่พวกตนคาดหมายไว้จึงพากันปลีกตนไปเสีย การปล่อยให้อยู่ลำพังพระองค์เดียวนี้กลับทำให้พระองค์ได้รับความสงัดยิ่งขึ้น

          ๑๑.   การหันมาบำเพ็ญความเพียรทางจิตนี้เอง เป็นเหตุให้พระองค์สามารถค้นคว้าหาเหตุผลต่าง ๆ จนเป็นที่พอพระทัยว่า รู้ละ หยุดค้นคว้าอีกต่อไป เรียกว่า ตรัสรู้ วันนั้นตรงกับวันเพ็ญกลางเดือน ๗ และตรงกับวันประสูติ พระชนมายุได้ ๓๕ ปี ก่อนพุทธศักราช ๔๕ ปี

          ๑๒.   มีเรื่องเล่าว่า ในเช้าวันที่จะตรัสรู้นั้นนางสุชาดาลูกสาวหัวหน้าหมู่บ้านอุรุเวลาเสนานิคมได้หุงข้าวมธุรปายาสใส่ถาดทองคำตั้งใจจะนำไปสังเวยเทวดาเพื่อแก้บน ครั้นพบพระสิทธัตถะนั่งอยู่พระองค์เดียวใต้ต้นไม้ใหญ่สำคัญว่าเป็นเทวดา ก็น้อมนำข้าวมธุปายาสเข้าไปถวายทรงรับแล้วแลหาภาชนะจะถ่ายของ นางสุชาดารู้ว่าไม่มี ก็ถวายทั้งถาดด้วยศรัทธาอย่างแท้จริง ครั้นนางสุชาดากลับไปแล้ว พระองค์ก็นำข้าวมธุปายาสถาดนั้นไปริมฝั่งแม่น้ำ เสวยแล้วก็ลอยถาดนั้นไปตามกระแสน้ำ แสดงให้เห็นว่าพระองค์มิได้ปรารถนาหวงแหนถาดนั้นไว้ หลังจากนั้นพระองค์เสด็จกลับต้นไม้ใหญ่ที่ประทับ ในระหว่างทางได้รับหญ้าคาซึ่งคนตัดหญ้าชื่อโสตถิยะถวายให้พระองค์สองสามฟ่อน พระองค์ได้นำหญ้าคานั้นปูลาดเป็นประทับที่ใต้ต้นไม้แล้วพระทับทำความเพียรทางจิตบนนั้น ในเย็นวันนั้นพระองค์สามารถเอาชนะมารที่คอยขัดขวางความตั้งใจของพระองค์ด้วยการเสี่ยงบารมี ๑๐ ประการ เข้าต่อสู้ แล้วบำเพ็ญความเพียรต่อไปจนได้ตรัสรู้ในราตรีนั้นเอง ต้นไม้ใหญ่ที่ประทับจนได้ตรัสรู้เราเรียกว่าต้นโพธิ์ หรือต้นตรัสรู้

          ๑๓.   พระพุทธเจ้าตรัสรู้ความจริง ๔ อย่าง ซึ่งเรียกว่าอริยสัจจ์ ๔ หรือจตุราริยสัจจ์ ได้แก่

                  (๑)   ทุกข์    คือความยากลำบากต่างๆ

                  (๒)   สมุทัย  คือเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ ได้แก่ตัณหา

                  (๓)   นิโรธ   คือความดับทุกข์ ได้แก่ดับตัณหา

                  (๔)   มรรค   คือความดำเนินการดับทุกข์ ตามข้อปฏิบัติสายกลาง ๘ ข้อได้แก่

                         ๑)   ปัญญาเห็นชอบ

                         ๒)   ความดำริชอบ

                         ๓)   วาจาชอบ

                         ๔)   การงานชอบ

                         ๕)   เลี้ยงชีวิตชอบ

                         ๖)   พากเพียรชอบ

                         ๗)   ระลึกชอบ

                         ๘)   ตั้งใจชอบ

          ๑๔.   การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้านี้ เป็นการรู้ธรรมพิเศษ ซึ่งไม่มีใครจะสามารถรู้ได้อย่างพระองค์ เป็นความรู้ยอดยิ่งที่ทำให้พระองค์พ้นจากความทุกข์ และความไม่ดีทั้งปวง ความดีอันนี้ทำให้เราเรียกพระองค์ด้วยพระนามพิเศษว่า “อรหัง” ซึ่งหมายถึงผู้ไกลจากความชั่วต่าง ๆ และ “สัมมาสัมพุทโธ” ซึ่งหมายถึงว่าพระองค์ตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เอง ไม่ได้เรียกจากผู้อื่น อันนาม “พระสัมมาสัมพุทธ” นี้ เราเรียกง่ายๆ ว่า “พระพุทธเจ้า” ซึ่งหมายถึงองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นเอง

          ๑๕.   เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้ความจริง ๔ อย่างแล้ว พระองค์มิได้เสด็จออกเที่ยวสั่งสอนผู้อื่นเลยทีเดียว ในครั้งแรกได้ประทับอยู่บริเวณต้นโพธิ์และใกล้ๆ นั้นก่อน เพื่อทบทวนพิจารณาถึงหลักธรรมที่พระองค์ทรงค้นพบ ตลอดจนความสุขอย่างไม่มีอะไรจะเปรียบ ในการที่หลุดพ้นจากความทุกข์ไปได้ ในครั้งแรกพระองค์พิจารณาเห็นว่าความรู้ของพระองค์นั้นยากที่คนธรรมดาจะรู้ตามได้ เกิดความท้อใจที่จะสั่งสอน แล้วกลับเกิดเมตตาจิตอยากจะให้ผู้อื่นมีความสุขด้วยถึงแม้จะลำบากยากยิ่งก็ไม่ควรละทิ้งทีเดียวจึงเปลี่ยนพระทัยใหม่ ตั้งใจจะสั่งสอนผู้อื่นต่อไป การสั่งสอนในตอนแรกนี้ก็มุ่งเจาะจงแก่ผู้ที่สมควรจะฟังคำสั่งสอนจริงๆ ได้นึกถึงอาฬารดาบสและอุทกดาบสว่ามีความรู้อยู่บ้าง ง่ายแก่การสั่งสอน แต่ท่านทั้งสองก็ได้สิ้นชีพไปก่อนหน้านั้นก่อนแล้ว จึงหวนนึกถึงฤๅษีทั้ง ๕ ที่เคยไปปฏิบัติรับใช้อยู่คราวหนึ่งได้ทราบว่าหลีกไปอาศัยอยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี พระองค์จึงเสด็จจากตำบลอุรุเวลานิคมมุ่งไปยังที่อยู่ของฤๅษีทั้ง ๕ ตนนั้น

          ๑๖.   ครั้งพบกับฤๅษีทั้ง ๕ นั้นแล้ว พระองค์ก็ได้ประกาศความจริงที่ได้ค้นพบนั้นให้ทราบการสั่งสอนครั้งแรกนี้เรียกว่า “ปฐมเทศนา” มีใจความย่อ ๆ ว่า ผู้ที่เป็นนักบวชไม่ควรมีลูกเมียทรัพย์สมบัติบ้านเรือน เพราะทำให้ใจห่วงไม่เป็นสุข และไม่ควรทรมานกาย เพราะทำให้ใจห่วงถึงความเจ็บปวดของร่างกายไม่เป็นสุข ควรดำเนินการกระทำให้เป็นสายกลาง เรียกว่ามัชฌิมาฏิปทา ปฏิบัติตนตามแนวทาง ๘ ประการที่เรียกว่า มรรค ๘ และสุดท้ายพระองค์ได้แสดงอริยสัจจ์คือความจริง ๔ ประการ ในการสั่งสอนครั้งแรกนี้ ฤๅษีโกณฑัญญะเป็นผู้ที่สามารถมีความเข้าใจซาบซึ้งในคำสอนเป็นคนแรก เรียกว่าได้ดวงตาเห็นธรรมหรือได้ธรรมจักษุ และท่านได้ขอบวชเป็นพระสงฆ์องค์แรกในพระพุทธศาสนา มีชื่อเรียกว่าพระอัญญาโกณฑัญญะ คำว่า “อัญญา” ข้างหน้านั้นเป็นคำอุทานแสดงความดีพระทัยในการสั่งสอนคนได้ผลเป็นครั้งแรกของพระพุทธเจ้าวันที่เทศน์ครั้งแรกตรงกับวันเพ็ญกลางคือ ๘ ก่อนพุทธศักราช ๔๕ ปี และพระสงฆ์ก็เกิดขึ้นองค์แรกในวันนั้น

          ๑๗.   วันต่อ ๆ มา พระองค์ได้อบรมฤๅษีที่เหลืออยู่ให้เข้าใจในธรรมที่พระองค์แสดง และขอบวชเป็นพระสงฆ์ทั้งหมด แล้วพระองค์ก็เทศน์โปรดอีกครั้งหนึ่ง เป็นผลให้พระสงฆ์รุ่นนี้ทั้ง ๕ รูป ได้บรรลุถึงความบริสุทธิ์อย่างแท้จริงพร้อมกันทั้งหมด เราเรียกว่าท่านเป็นพระอรหันต์ เป็นผู้ถึงพระนิพพาน คือเป็นคนบริสุทธิ์ ไม่ทำความชั่วอีกต่อไป คำว่านิพพานนี้หมายถึงว่า ความเป็นผู้มีใจบริสุทธิ์อย่างแท้จริง ไม่หวนกลับไปทำความชั่วใด ๆ อีก และแม้ตายแล้วก็จะไม่กลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป แต่ไม่ได้หมายความว่าสูญเพียงแต่ไม่เกิดอีกเท่านั้น บางคนเข้าใจว่าพระนิพพานหมายถึงตาย ที่จริงหมายถึงอย่างข้างต้น และผู้ที่ได้พระนิพพานหรือสำเร็จพระอรหันต์เวลาตายเรานิยมใช้คำว่า ปรินิพพาน หรือ ดับขันธปรินิพพาน เป็นความหมายของการตาย พระสงฆ์รุ่นแรกนี้เราเรียกท่านว่า พระปัญจวัคคีย์

          ๑๘.   นักบวชในพระพุทธศาสนานั้น เราเรียกว่าภิกขุ หรือ ภิกษุ หมายถึง ผู้ขอ คือทำตนเป็นผู้ไม่มีทรัพย์สมบัติ บ้านเรือน ไม่หาเลี้ยงชีพด้วยการประกอบอาชีพอย่างผู้ครองเรือนทั่ว ๆ ไป แต่ขอเขาพอดำรงชีวิตไปวันหนึ่งๆ แล้วตั้งใจทำตนให้บริสุทธิ์และสอนคนอื่นให้ทำดีด้วย แต่ภาษาไทยเรานิยมใช้คำว่า พระสงฆ์ แทนคำว่าภิกษุ หรือ ภิกขุ ถึงแม้จะไม่ได้แปลอย่างเดียวกันแต่ก็ฟังดูแล้วเราเข้าใจความหมายว่าเป็นนักบวชในพระพุทธศาสนาโดยทั่วกันดี เพราะใช้มาช้านาน ส่วนความหมายที่แท้จริงนั้นใครอยากรู้ก็ค้นคว้าเอาเป็นความรู้ต่างหาก

          ๑๙.   หลังจากสั่งสอนพระกลุ่มปัญจวัคคียย์สำเร็จสมความตั้งใจแล้ว พระองค์ก็ได้เทศนาสั่งสอนอีกเรื่อย ๆ ไป โดยส่งพระสงฆ์ที่อบรมแล้วเหล่านั้น แยกย้ายกันไปตามทิศต่างๆ เป็นกำลังในการขยายคำสั่งสอนของพระองค์ ครั้นต่อมาได้เสด็จจากเมืองพาราณสีไปยังเมืองราชคฤห์ซึ่งเป็นนครหลวงของแคว้นมคธ มีพระเจ้าพิมพิสารเป็นพระเจ้าแผ่นดินครองอำนาจสิทธิ์ขาดอยู่ในประเทศ พระองค์ได้แสดงธรรมสั่งสอนพระเจ้าพิมพิสารและข้าราชบริพารให้เกิดความเลื่อมใสและนับถือพระองค์เป็นพระศาสดาของเขา พระเจ้าพิมพิสารได้ถวายวนอุทยาน ชื่อเวฬุวัน ให้เป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระสงฆ์สาวก พระพุทธเจ้าได้ทรงตั้งศูนย์กลางการเผยแผ่พระศาสนาที่เมืองราชคฤห์นี้เป็นแห่งแรก โดยมีพระเจ้าพิมพิสารเป็นองค์อุปถัมภ์ และก็เป็นพระเจ้าแผ่นดินองค์แรกที่นับถือและอุปถัมภ์พระพุทธศาสนา

          ๒๐.   พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนแก่บุคคลทุกชั้นเสมอกันหมดโดยไม่มีการแบ่งชั้นหรือเลือกบุคคล พระองค์ทรงเห็นคนเท่าๆ กันไม่เลือกว่าทาสหรือไท นาย หรือ บ่าว ทรงสั่งสอนให้มีความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน ให้พึ่งพาอาศัยกัน และต่างมีความเคารพเชื่อฟังกันตามฐานะหน้าที่อันจะพึงปฏิบัติต่อกัน การปฏิบัติของพระองค์เช่นนี้ นำความชื่นชมยินดีมาสู่ประชาชนทั่วไป นับว่าพระองค์เป็นนักประชาธิปไตยก่อนผู้อื่นทีเดียว

          ๒๑.   ในระหว่างเวลาที่พระองค์สั่งสอนประชาชนไปตามที่ต่างๆ นั้น พระองค์มีพระสาวกที่เป็นผู้ช่วยเหลืออย่างสำคัญ ๓ ท่าน คือพระสารีบุตร และพระโมคคัลลานะ ๒ ท่านนี้ได้รับยกย่องจากพระพุทธเจ้าให้เป็นพระอัครสาวกเบื้องขวา และซ้ายตามลำดับ อีกท่านหนึ่งคือพระอานนท์เป็นผู้คอยปฏิบัติรับใช้พระพุทธเจ้าอย่างใกล้ชิด และมีความจำดีเลิศ สามารถจดจำคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าไว้ได้ทั้งหมด เรื่องราวในพระพุทธศาสนาที่เราได้ศึกษาปฏิบัติอยู่ทุกวันนี้ ส่วนใหญ่ก็ได้จากการจดจำของพระอานนท์ซึ่งได้นำมาเล่าและทรงจำสืบต่อกันมา

          ๒๒.   พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนประชาชนต่อมาจนพระชนมายุได้ ๘๐ ปี ก็สิ้นพระชนม์ เรียกว่าเข้าสู่พระปรินิพพาน ที่ป่าไม้สาละ เรียกว่า “สาลวัน” อันเป็นพระราชอุทยานของมัลลกษัตริย์ ณ กรุงกุสินาราในวันเพ็ญกลางเดือน ๖ ตามจันทรคติกาล ตรงกับวันประสูติและตรัสรู้ ๓ คราวมาตรงกัน เป็นการอัศจรรย์ยิ่งนัก พุทธศาสนิกชนจึงถือว่าเป็นวันสำคัญในทางศาสนา เพื่อเป็นการกระทำการเคารพบูชาระลึกถึงพระพุทธเจ้าต่อมาจนทุกวันนี้ เรียกว่า “วันวิสาขบูชา” รวมเวลาที่พระองค์สั่งสอนประชาชน ๔๕ ปี

          ๒๓.   ภายหลังพระพุทธเจ้าเสด็จเข้าสู่ปรินิพพานแล้ว พระสาวกผู้ใหญ่ที่เป็นพระอรหันต์มีพระมหากัสสปะเป็นประธาน พระอุบาลีและพระอานนท์เป็นผู้ช่วย พร้อมด้วยพระอรหันต์องค์อื่นๆ ล้วนแต่มีความรู้เชี่ยวชาญแตกฉานในคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า รวมด้วยกันทั้งสิ้น ๕๐๐ องค์ ได้รวมใจกันรวบรวมร้อยกรองคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าตลอด ๔๕ ปี จัดเข้าไว้เป็นหมวดหมู่เป็นระเบียบแบบแผน คำสั่งสอนนั้นเรียกว่าพระธรรมวินัย ข้อความต่างๆ ของคำสั่งสอนที่รวบรวมไว้เรียกว่า พระไตรปิฎก คือแบ่งคำสั่งสอนเป็น ๓ หมวดใหญ่ หมวดแรกเรียกว่าพระวินัย รวบรวมข้อบังคับต่างๆ ที่ต้องกระทำตาม หมวดที่ ๒ เรียกว่า พระธรรม สำหรับคำสั่งสอนคนทั่วๆ ไป ให้ละความชั่วประกอบความดี หมวดที่ ๓ เป็นธรรมชั้นสูงเรียกว่าพระอภิธรรม เป็นคำสั่งสอนที่มุ่งอบรมจิตใจของคนให้ใสสะอาดบริสุทธิ์ผุดผ่องไม่กระทำความชั่วอีกต่อไป การกระทำอย่างนี้เรียกว่าทำสังคายนา ได้มีการกระทำอย่างนี้อีกหลายคราวตามยุคตามสมัย เพื่อช่วยกันรักษาคำสั่งสอนที่ถูกต้องให้ยั่งยืนต่อไป

          ๒๔.   ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะเข้าสู่ปรินิพพาน พระองค์ไม่ได้แต่งตั้งผู้ใดให้เป็นศาสดาสืบแทนพระองค์ แต่ทรงมอบพระธรรมวินัยของพระองค์ไว้เป็นหลักในการประพฤติปฏิบัติ ถ้าใครปฏิบัติถูกต้องตามพระธรรมวินัยก็เชื่อว่าผู้นั้นอยู่ในโอวาทของพระศาสดา เมื่อมีผู้ปฏิบัติตามพระธรรมวินัยอยู่ตราบใด ก็เท่ากับมีพระองค์คอยสั่งสอนอยู่ตราบนั้น พระโอวาทครั้งสุดท้ายที่ทรงสั่งสอนแก่สาวกทั้งหลาย คือให้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ไม่ว่าจะประกอบกิจการงานใดๆ ทั้งฝ่ายโลกและฝ่ายธรรม ความไม่ประมาทเป็นยอดของคำสั่งสอนทั้งหลาย

          ๒๕.   บุคคลสำคัญที่เป็นผู้ทำให้พระพุทธศาสนาแพร่หลายไปยังประเทศต่างๆ ซึ่งเราจะลืมเสียมิได้ คือพระเจ้าอโศกมหาราชกษัตริย์แห่งแคว้นมคธในสมัยพระพุทธศักราช ๒๐๐ ปีเศษ กษัตริย์พระองค์นี้ได้มีความศรัทธาในพระศาสนาอย่างฝังจิตฝังใจ ได้จัดให้มีการทำสังคายนาร้อยกรองพระธรรมวินัย และจัดส่งพระสงฆ์เถระผู้ใหญ่แยกย้ายกันไปเผยแผ่พระธรรมวินัยยังประเทศต่างๆ เป็นผลให้พระพุทธศาสนาแพร่หลายยิ่งขึ้นไปอีก แม้ประเทศต่างๆ ทางภาคพื้นแหลมทองนี้ก็เข้าใจกันว่าได้รับพระพุทธศาสนาจากยุคนี้เช่นกัน นอกจากนั้นพระองค์ยังมีพระอุตสาหวิริยะโปรดสร้างพระสถูปและหลักศิลาจารึก พระธรรมวินัยไว้ตามที่ต่างๆ ที่มีความสำคัญเกี่ยวแก่พุทธประวัติ เช่นสถานที่ที่พระพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ แสดงปฐมเทศนา และเข้าสู่ปรินิพพาน เป็นต้น พระสถูปและหลักศิลาจารึกเหล่านี้เป็นหลักฐานสำคัญที่เป็นเครื่องยืนยันว่าพระพุทธเจ้า และพระธรรมวินัยของพระองค์มีจริงในประวัติศาสตร์

 

 

 

 

ตอนที่ ๒

พระธรรมวินัย

          ๑.   พระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสงฆ์เจ้า ๓ อย่างนี้เรียกว่า พระรัตนตรัย คือแก้วอย่างประเสริฐ ๓ ดวง เป็นที่พึ่งของผู้นับถือพระพุทธศาสนา ซึ่งพุทธศาสนิกชนถือเป็นธงชัยสำหรับนำหน้าไปหาความสุขและความเจริญ

                  (๑)   พระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้วิเศษอย่างมหัศจรรย์ไม่มีมนุษย์ใดที่จะฉลาดรู้เทียมทันพระองค์ได้ ทรงบากบั่นพากเพียรอดทนจนค้นพบความจริงของโลกได้ กระทำพระองค์ให้เป็นตัวอย่างแล้วทรงสั่งสอน อันมีค่าประดุจแก้วอย่างประเสริฐ จึงได้นามว่า “พระพุทธเจ้า”

                  (๒)   พระพุทธเจ้าได้ทรงสั่งสอนให้มนุษย์รู้ความจริงของโลก ทั้งหลักจรรยาหรือธรรมวินัยข้อบัญญัติขึ้นไว้อย่างวิเศษอันมีค่าประดุจแก้วอย่างประเสริฐ จึงได้เรียกว่า “พระธรรมเจ้า”

                  (๓)   พระพุทธเจ้าได้ทรงตั้งสมาคมสงฆ์ขึ้นไว้ ซึ่งดำรงคำสั่งสอนควบคุมธรรมวินัยที่ได้ทรงบัญญัติไว้ต่อๆ กันมาจนบัดนี้ เป็นสมาคมที่ดีทันสมัย มีผู้นับถือมากอย่างวิเศษอันมีค่าประดุจแก้วอย่างประเสริฐ จึงมีนามว่า “พระสงฆ์เจ้า”

​

          ๒.   คำสั่งสอนทั้งหมดของพระพุทธเจ้า เมื่อสรุปลงแล้วคงได้ใจความโดยย่อ ๓ หัวข้อซึ่งเราเรียกว่า โอวาทของพระพุทธเจ้า นับเป็นหัวใจของพระธรรมวินัย คือ

                  (๑)   เว้นจากการทุจริต คือเว้นจากการประพฤติชั่วด้วยกาย วาจา ใจ เรียกว่า การทำบาป

                  (๒)   ประกอบสุจริต คือประพฤติชอบด้วยกาย วาจา ใจ ซึ่งเรียกว่า ทำบุญสร้างกุศล

                  (๓)   ทำใจให้หมดจดจากเครื่องเศร้าหมอง มีโลภ โกรธ หลง เป็นต้น

​

          ๓.   ผู้ที่มีความเลื่อมใสศรัทธา ในพระรัตนตรัยประพฤติตามโอวาทของพระพุทธเจ้า ยึดพระรัตนตรัยเป็นธงชัยนำไปสู่ความสุขความเจริญ เป็นชายเราเรียกว่า “อุบาสก” เป็นหญิงเรียกว่า “อุบาสิกา” ผู้ที่เป็นอุบาสกอุบาสิกา อย่างน้อยพึงเป็นผู้รักษาศีล ๕ ประกอบด้วยสมบัติของอุบาสก ๕ ตั้งอยู่ในฆราวาสธรรม ๔ และเว้นจากอบายมุข ๔ เหล่านี้เป็นข้อประพฤติปฏิบัติของพุทธศาสนิกชนทั่ว ๆ ไป ที่เป็นคฤหัสถ์ หรือผู้ครองเรือน ถ้าต้องการสร้างคุณธรรมให้สูงขึ้นกว่านี้ก็สละทรัพย์สมบัติบ้านเรือนบวชเป็นภิกษุ ศึกษาปฏิบัติในศีล สมาธิ ปัญญา ทำใจให้หมดจดจากเครื่องเศร้าหมองใจ สร้างสมอบรมบารมีของตนต่อไปโดยลำดับ

​

          ๔.   ศีลของคฤหัสถ์ ๕ หรือเบญจศีล คือ

                  (๑)   ปาณาติปาตา เวรมณี เว้นจากการทำชีวิตสัตว์ให้ตกร่วง

                  (๒)   อทินนาทานา เวรมณี เว้นจากการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้ด้วยอาการแห่งขโมย

                  (๓)   กาเมสุมิจฉาจารา เวรมณี เว้นจากการประพฤติผิดในกาม

                  (๔)   มุสาวาทา เวรมณี เว้นจากการพูดเท็จ

                  (๕)   สุราเมรยมัชชปมาทัฏฐานา เวรมณี เว้นจากการดื่มน้ำเมา (สุราเมรัย) อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท

​

          ๕.   สมบัติของอุบาสก - อุบาสิกา ๕ คือ

                  (๑)   ประกอบด้วยศรัทธา คือเชื่อในสิ่งที่ควรเชื่อ

                  (๒)   มีศีลบริสุทธิ์ คือรักษากาย วาจา ใจให้เรียบร้อย

                  (๓)   ไม่ถือมงคลตื่นข่าว คือเชื่อกรรม ไม่เชื่อมงคล

                  (๔)   ไม่แสวงหาเขตบุญนอกพระพุทธศาสนา

                  (๕)   บำเพ็ญบุญแต่ในพระพุทธศาสนา

​

          ๖.   ฆราวาสธรรม ๔ อย่าง คือ

                  (๑)   สัจจะ  ซื่อสัตย์ต่อกัน

                  (๒)   ทมะ  รู้จักข่มจิตของตน

                  (๓)   ขันติ  มีความอดทนต่อความลำบากตรากตรำ และความกระทบกระเทือนใจ

                  (๔)   จาคะ  สละให้ปันสิ่งของของตนแก่คนที่ควรให้

​

          ๗.   อบายมุข คือ เหตุแห่งความฉิบหาย ๔ ประการ ที่ควรเว้น ได้แก่

                  (๑)   ความเป็นนักเลงหญิง

                  (๒)   ความเป็นนักเลงสุรา

                  (๓)   ความเป็นนักเลงเล่นการพนัน

                  (๔)   การคบคนชั่วเป็นมิตร

​

          ๘.   ผู้ที่ปรารถนาจะสร้างตนให้เป็นปึกแผ่นมีหลักฐานมั่นคงควรตั้งอยู่ในประโยชน์ปัจจุบันซึ่งควรประพฤติ ๔ อย่าง คือ

                  (๑)   ถึงพร้อมด้วยความหมั่นในการกระกอบกิจเครื่องเลี้ยงชีวิต ในการศึกษาหรือในการทำธุระหน้าที่ของตน

                  (๒)   ถึงพร้อมด้วยการรักษา คือรักษาทรัพย์ที่แสวงหามาได้ไม่ให้เป็นอันตรายหรือรักษาการงานของตนไม่ให้เสื่อมเสียไป

                  (๓)   ความมีเพื่อนเป็นคนดี ไม่คบคนชั่ว

                  (๔)   เลี้ยงชีวิตตามสมควรแก่กำลังทรัพย์ที่หามาได้ไม่ให้ฝืดเคืองนัก ไม่ให้ฟุ่มเฟือยนัก

​

          ๙.   เพื่อความไม่ประมาทในการที่จะละความชั่วประกอบความดี เราควรพิจารณาเสมอทุกๆ วันในธรรม ๕ ประการ คือ

                  (๑)   เรามีความแก่เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้

                  (๒)   เรามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความเจ็บไข้ไปได้

                  (๓)   เรามีความตายเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความตายไปได้

                  (๔)   เราจักต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งสิ้น

                  (๕)   เรามีกรรมเป็นของตัว เราทำดีจักได้ดี เราทำชั่วจักได้ชั่ว

 

ตอนที่ ๓

วันสำคัญในพระพุทธศาสนา

          ๑.   วันวิสาขบูชา ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ เป็นวันตรงกับวันประสูติ ตรัสรู้ และวันปรินิพพานของพระพุทธเจ้า

          ๒.   วันอัฏฐมีบูชา ตรงกับวันแรม ๘ ค่ำ เดือน ๖ เป็นวันคล้ายวันถวายพระเพลิงพระศพของพระพุทธเจ้า

          ๓.   วันอาสาฬหบูชา ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ เป็นวันตรงกับวันที่พระพุทธเจ้าแสดงปฐมเทศนา และมีพระสงฆ์องค์แรกเกิดขึ้นในโลก คือพระอัญญาโกณฑัญญะ

          ๔.   วันเข้าพรรษา ตรงกับวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ เป็นวันที่พระสงฆ์เริ่มหยุดยั้งการจาริกไปสั่งสอนยังที่ต่างๆ ไม่ไปค้างแรมที่อื่น รวมกันอยู่ภายในวัดตลอดไตรมาส ๓ เดือน เรียกว่าอธิษฐานจำพรรษา

          ๕.   วันปวารณาออกพรรษา ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ เป็นวันสุดท้ายของการอยู่จำพรรษา มีพระบรมพุทธานุญาตให้ภิกษุทำปวารณาต่อกัน (อนุญาตแก่กันและกันให้ว่ากล่าวตักเตือนกันได้) เพื่อป้องกันความเสียหายและแก้ความรังเกียจกันก่อนที่จะแยกย้ายกันไปเผยแผ่พระศาสนา

          ๖.   วันมาฆบูชา ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ เป็นวันที่มีเหตุการณ์ อันถือเป็นมงคลสมัยเกิดขึ้น ในสมัยที่พระพุทธเจ้าเริ่มเผยแผ่พระพุทธศาสนาในตอนแรกๆ สมัยนั้นพระองค์ประทับที่เวฬุวัน นครราชคฤห์ เหตุการณ์นั้นเราเรียกว่า “จาตุรงคสันนิบาต” การประชุมที่ประกอบพร้อมด้วยองค์ ๔ คือ

                  (๑)   ภิกษุมาประชุมนั้น จำนวน ๑,๒๕๐ รูป ล้วนแต่เป็นพระอรหันต์ที่พระพุทธเจ้าบวชให้ด้วยวิธิซึ่งเรียกว่า “เอหิภิกขุ”

                  (๒)   พระอรหันต์เหล่านั้นมาประชุมด้วยเอง มิได้มีใครนัดหมาย หรืออาราธนาเชื้อเชิญ

                  (๓)   พระอรหันต์เหล่านั้นล้วนแต่เป็นผู้มีฤทธิ์

                  (๔)   วันนั้นตรงกับวันเพ็ญเดือน ๓ หรือเรียกว่ามาฆบูรณมี และในโอกาสนั้นพระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงพระโอวาทปาฏิโมกข์ ประกาศหลักธรรมอันเป็นหัวข้อสำคัญในพระพุทธศาสนา

          ๗.   วันขึ้นหรือแรม ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำ (หรือแรม ๑๔ ค่ำ สำหรับเดือนเลขคี่) เป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้พุทธบริษัททำบุญ และฟังพระธรรมเทศนา เรียกว่าวันพระ หรือวันธรรมสวนะ

          เมื่อถึงวันดังกล่าวแล้วข้างต้น ควรที่พุทธศาสนิกชนจะบำเพ็ญกุศล มีให้ทานรักษาศีลและฟังเทศน์ เป็นต้น อย่าให้วันเช่นนั้นล่วงไปโดยเปล่าประโยชน์เลย และสำหรับวันสำคัญยิ่ง ๓ วัน คือวันวิสาขบูชา วันอาสาฬหบูชา และวันมาฆบูชา พุทธศาสนิกชนควรจะไปเวียนเทียนประทักษิณตามวัดต่างๆ ที่อยู่ใกล้ๆ เพื่อบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในวันสำคัญดังกล่าวแล้วนั้น

 

 

*หมายเหตุ : รวบรวมโดย พระครูสิริธรรมวิมล (เล็ก ปวโร) อดีตเจ้าอาวาสวัดธรรมาภิรตาราม (สะพานสูง บางซื่อ)

bottom of page